วันที่พิมพ์ : กรกฎาคม 2552

Scan this QR Code

with your smartphone to save URL.

พลังของคนหัวรั้น แปลจาก The Power of Unreasonable People โดย Pamela Hartigan & John Elkington หนังสือหนา 312 หน้า ราคา 230 บาท

 

 พลังของคนหัวรั้น

 

คำนำผู้แปล หลังจากศตวรรษที่ 21 เปิดฉากได้ไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ โลกก็ต้องเผชิญกับวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจระดับโลกที่หนักหนาสาหัสที่สุดตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรงในทศวรรษ 1930

นักคิดฝ่าย ‘ขวา’ หลายคนมองว่าวิกฤตครั้งนี้เป็นปัญหาของคนมากกว่าจะสะท้อนปัญหาในระดับโครงสร้างพื้นฐาน วิกฤตทำนองนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในระบอบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม แต่รัฐควรกำกับดูแลภาคการเงินให้รัดกุมกว่าเดิม เพื่อลดระดับความเสียหายจากวิกฤตครั้งต่อไป และแก้ไขภาวะไม่เป็นธรรมของการปล่อยให้ผู้เล่นได้กำไรในช่วงตลาดเฟื่องฟู แต่โยนภาระให้สังคมแบกรับในช่วงวิกฤต (เช่น เงินภาษีที่รัฐนำไปพยุงสถาบันการเงิน) ดังเช่นที่ปรากฏในวิกฤตทุกครั้งที่ผ่านมา

ในขณะเดียวกัน นักคิดฝ่าย ‘ซ้าย’ หลายคนก็มองว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าระบอบทุนนิยมกำลังจะเข้าสู่จุดจบ เพราะระบอบที่ส่งเสริมความเห็นแก่ตัวและลัทธิบริโภคนิยมได้ก่อให้เกิดปัญหามากมายที่สะสมจนถึงจุดที่อารยธรรมมนุษย์อาจถึงกาลล่มสลายหากเราไม่เปลี่ยนกระบวนทัศน์การพัฒนาเสียใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ‘เศรษฐกิจฟองสบู่’ ที่ส่งเสริมการเก็งกำไรมากกว่าเพิ่มผลิตภาพ ภาวะโลกร้อน ระบบนิเวศถูกทำลาย เชื้อเพลิงฟอสซิลร่อยหรอ ชนชั้นกลางทวีจำนวนและบริโภคเกินขีดความสามารถของโลกที่จะรองรับ ความเหลื่อมล้ำในสังคมที่ถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ และความสุขที่หดหายไปทุกวัน สวนทางกับความมั่งคั่งและความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

แต่ไม่ว่าใครจะอยู่ฝ่ายไหนหรือไม่เลือกฝ่าย ก็คงไม่มีใครปฏิเสธว่า วิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้เป็นสัญญาณเตือนว่า ภาคธุรกิจจะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์เสียใหม่ให้สอดคล้องกับการพัฒนาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม และ ‘ทุนนิยม’ ที่เรารู้จักจะต้องเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ ในทางที่ให้ความสำคัญกับ “ความเท่าเทียม” และ “ความยั่งยืน” กว่าที่แล้วมา

กล่าวอย่างสั้นที่สุด เหตุผลที่เราต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในทุกระดับ ตั้งแต่วิถีการพัฒนาประเทศจนถึงวิถีชีวิตประจำวันของปัจเจก คือข้อเท็จจริงที่ว่า ถ้าทุกคนในโลกจะบริโภคและใช้ชีวิตเหมือนกับคนอเมริกัน ประชากรของประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เราจะต้องใช้โลกอีกไม่น้อยกว่า 4 ใบ เนื่องจากเรามีโลกเพียงใบเดียว และกว่าเราจะพัฒนาเทคโนโลยีจนออกเดินทางไปปักหลักตั้งถิ่นฐานบนดาวเคราะห์ดวงอื่นได้ อารยธรรมมนุษย์คงถึงกาลสิ้นสลายด้วยน้ำมือตัวเองก่อน ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า เราจะปรับตัวอย่างไร ในทางที่สามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมใหม่ๆ แต่ไม่ทำร้ายโลก และในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องหวนไปไกลถึงวิถีชีวิตอันเรียบง่ายแต่แร้นแค้นของบรรพบุรุษในอดีต

ในภาวะที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักว่าโลกกำลังจะเข้าสู่จุดเปลี่ยน ผู้ประกอบการหลายพันคนทั่วโลกกำลังสร้างระบอบทุนนิยมใหม่ขึ้นมาอย่างช้าๆ พวกเขาเป็นที่รู้จักในนาม “ผู้ประกอบการเพื่อสังคม” (social entrepreneur) – นักธุรกิจ นักกิจกรรม หรือนักพัฒนาที่นำองค์ความรู้ในภาคธุรกิจมาประยุกต์ใช้นอกโลกธุรกิจกระแสหลัก เพื่อแก้ปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน งานของผู้ประกอบการเพื่อสังคมชั้นนำทั่วโลกได้หักล้างความเชื่อหรืออคติของคนส่วนใหญ่เกี่ยวกับแรงจูงใจของนักธุรกิจและศักยภาพของคนจน สร้างโมเดลธุรกิจแบบใหม่ที่อาศัยความร่วมมืออย่างแนบแน่นระหว่างธุรกิจ ภาครัฐ ชุมชน และองค์กรพัฒนาเอกชน ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกลไกตลาดในทางที่เกื้อหนุนสังคมและอ่อนโยนต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้เรามองเห็นว่า “ทุนนิยมก้าวหน้า” ที่จะอยู่รอดในศตวรรษนี้และศตวรรษต่อๆ ไปนั้น น่าจะมีหน้าตาเป็นเช่นใด แตกต่างจากทุนนิยมที่เราคุ้นเคยอย่างไรบ้าง ผู้ประกอบการเพื่อสังคมจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า กิจการที่มีเป้าหมายทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อมเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เป้าหมายทางธุรกิจ ไม่เพียงแต่อยู่ได้อย่างยั่งยืนในเชิงธุรกิจเท่านั้น แต่ในหลายกรณียังสามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดมาจากคู่แข่งที่ทำธุรกิจกระแสหลัก สร้างตลาดใหม่ในพื้นที่ซึ่งไม่มีใครเคยคิดว่าตลาดจะใช้การได้ และแบ่งเบาภาระทางสังคมของภาครัฐในทางที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

ผู้ประกอบการเพื่อสังคมมองเห็นคุณค่าและมูลค่าของทุนที่ไม่ได้อยู่ในรูปตัวเงิน อาทิ ทุนสังคม ทุนวัฒนธรรม ทุนความรู้ ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างคนในชุมชน ฯลฯ และสามารถนำทุนเหล่านั้นมาใช้เป็น “คานงัด” (leverage) ในการทำธุรกิจ เพื่อแก้ปัญหาทางสังคมหรือสิ่งแวดล้อม และผลักดันภาคธุรกิจไปสู่ทุนนิยมโฉมใหม่ที่เอา “คน” และ “สิ่งแวดล้อม” เป็นตัวตั้ง มิใช่เอา “วัตถุ” หรือ “เงิน” เป็นตัวตั้งดังที่ผ่านมาในอดีต

ผู้ประกอบการเพื่อสังคมมองเห็นโอกาสในวิกฤตที่ทำให้คนส่วนใหญ่สิ้นหวัง เข้าใจมุมมองและบทบาทของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน และเข้าใจดีว่าอนาคตที่ยั่งยืนและเป็นธรรมกว่าเดิมมักมิได้อยู่ในมือของชนชั้นนำหรือผู้ครองตลาดขนาดใหญ่ที่พอใจแต่จะรักษาอำนาจของตัวเองเอาไว้ หากแต่อยู่ในมือของสามัญชนคนธรรมดาอย่างพวกเขาที่มองการณ์ไกล มีความกล้าที่จะใฝ่ฝันถึงอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ แต่ก็เข้าใจโลกจริงพอที่จะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ก่อน เหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาหัวรั้นพอที่จะยืนยันความคิดของตัวเอง และมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าความคิดเหล่านั้นใช้การได้จริง โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองพวกเขาว่าหัวรั้น เพี้ยน หรือเพ้อฝัน

ประวัติศาสตร์สอนเราว่า การเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่นำสังคมไปสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิมจะต้องเริ่มต้นจากคนหัวรั้นกลุ่มเล็กๆ ที่กล้าลุกขึ้นต่อสู้กับสภาพที่เป็นอยู่ (status quo) ก่อนเสมอ

ผู้แปลขอขอบคุณคุณพลอยแสง เอกญาติ และคุณศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ แห่งสำนักพิมพ์มติชน ที่มอบโอกาสให้แปลหนึ่งในหนังสือเล่มแรกๆ ที่บ่งบอกหน้าตาของระบอบทุนนิยมที่พึงประสงค์ได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนหัวรั้นทั่วโลก ผู้แปลเชื่อว่า หนังสือเล่มนี้จะพิสูจน์ให้ทุกท่านมองเห็นความจำเป็นของการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำธุรกิจ ตระหนักในความสำคัญของผู้ประกอบการเพื่อสังคมและกิจการเพื่อสังคม มองเห็นเค้าโครงของ “ทุนนิยมก้าวหน้า” ที่กำลังอุบัติขึ้นในความสำเร็จของพวกเขา และเข้าใจว่าเหตุใด “ความก้าวหน้าทั้งมวลจึงขึ้นอยู่กับคนหัวรั้น” ในวรรคทองของจอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ เราจะได้ร่วมกันคิดหาหนทางที่จะสร้างสถาบันใหม่ๆ และกลไกใหม่ๆ เพื่อสร้างคนหัวรั้นรุ่นใหม่และสนับสนุนคนหัวรั้นรุ่นเก่าที่ตอนนี้ยังพากเพียรทำงานโดยลำพัง เพื่อสร้าง “ภูมิปัญญาใหม่” ที่ต่อยอดภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ มีประสิทธิภาพพอที่จะรับมือกับปัญหาเร่งด่วนในยุคโลกาภิวัตน์ และขับเคลื่อนสังคมไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง.

สฤณี อาชวานันทกุล

“คนชายขอบ” | 25 พฤษภาคม 2552

Rating :
0
No votes yet
My rating: 

No votes yet

Related content