วันที่พิมพ์ : มีนาคม 2557

Scan this QR Code

with your smartphone to save URL.

คำนำผู้เขียน

ในปี ค.ศ. 2013 ผู้เขียนเดินทางออกนอกประเทศไทยไปนานที่สุดนับตั้งแต่เรียนจบปริญญาโท ไป “ดูงาน” 7 สัปดาห์ในสหรัฐอเมริกา ด้วยทุนจาก Eisenhower Fellowship 2013: Southeast Asia Regional Program

ทุนนี้ไม่ได้เปิดรับสมัครทั่วไป ศิษย์เก่าที่เคยไปโครงการนี้จะเชื้อเชิญคนที่เชื่อมั่นว่าเป็น “ผู้นำรุ่นใหม่” (อายุ 32-45 ปี) ในสาขาอาชีพต่างๆ ให้กรอกใบสมัคร ส่งไปยังสถาบัน Eisenhower Fellowships ที่อเมริกา สถาบันฯ จะพิจารณาใบสมัครและสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกเฟลโลว์ (Fellows) เข้าร่วม

โครงการระดับภูมิภาคในปี 2013 เป็นรอบของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเฟลโลว์ 23 คน จาก 6 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ปีนี้เป็นปีแรกที่มีเฟลโลว์จากเวียดนามมาร่วมโครงการด้วย เฟลโลว์จากเมืองไทยมีทั้งหมด 5 คน ได้แก่ผู้เขียน, ดร. วิรไท สันติประภพ, คุณณัฏฐา โกมลวาทิน, ดร. ปริญญา หอมเอนก และ คุณรัฐพล ภักดีภูมิ

ความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของทุนนี้คือ เฟลโลว์แต่ละคนจะมี “โปรแกรมส่วนตัว” ที่สถาบันฯ ช่วยจัดและพยายามประสานให้ได้ไปคุยกับคนที่อยากคุยด้วยหรือคนที่เขาแนะนำให้คุยด้วย ในงานสามด้านที่ตัวเองสนใจ ใช้เวลาทั้งหมด 7 สัปดาห์ในสหรัฐอเมริกา โดย 5 สัปดาห์ในนี้จะแยกย้ายกันเดินทางไปพูดคุยพบปะกับบุคคลและองค์กรต่างๆ ในโปรแกรมส่วนตัว สัปดาห์หัวท้ายเป็นช่วงอุ่นเครื่องและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ก่อนที่จะกลับบ้านใครบ้านมัน

ผู้เขียนแจ้งความจำนงว่าอยากดูงานสามด้านด้วยกัน คือ 1) สถานการณ์กลไกกำกับอินเทอร์เน็ตและเสรีภาพเน็ต 2) โมเดลธุรกิจใหม่ๆ ของสื่อดิจิตอล โดยเฉพาะการทำข่าวสืบสวนสอบสวน และ 3) การเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคมผ่านเครื่องมือออนไลน์

ประเด็นแรกผู้เขียนอยากไปศึกษาในหมวกของสมาชิกและผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) ประเด็นที่สองไปในหมวกของคณะบรรณาธิการและผู้ร่วมก่อตั้งสำนักข่าวออนไลน์ ไทยพับลิก้า ส่วนประเด็นสุดท้ายไปในหมวกของบล็อกเกอร์ที่อยากเห็นนักไอทีไทยโค้ดเครื่องมือต่างๆ ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เพื่อช่วยให้คนตัวเล็กๆ รวมกันแสดงพลังเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม

ตอนสัมภาษณ์ผู้เขียนถูกถามว่า ทำไมถึงอยากไปดูงานในอเมริกาอีก ในเมื่อใช้ชีวิตอยู่อเมริกาตั้งนาน (10 ปี ตั้งแต่ไฮสกูลจนจบปริญญาโท)

ตอบอย่างไม่ต้องคิดว่า ก็เพราะอเมริกาเป็นถิ่นกำเนิดของอินเทอร์เน็ตนี่นา นักรณรงค์เรื่องเสรีภาพเน็ต นักคิด นักวิชาการที่ศึกษาผลกระทบของอินเทอร์เน็ตต่อสังคมเก่งๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่ที่นี่ สื่อดิจิตอลอเมริกันกำลังเปลี่ยนแปลงมโหฬารไม่เว้นวัน มีโมเดลใหม่ๆ น่าสนใจเยอะแยะ และที่สำคัญ สมัยผู้เขียนเป็นนักศึกษา อินเทอร์เน็ตยังไม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างในทุกวันนี้

 

หนังสือเล่มนี้รวบรวมและเรียบเรียงขึ้นจากโพสรายวัน (หรือบางช่วงก็รายสามหรือห้าวัน-แปรผันตามระดับความเหนื่อย) บนบล็อกส่วนตัว ซึ่งผู้เขียนสรุปอีกทีหนึ่งจากสมุดบันทึกที่จดทุกครั้งระหว่างการสนทนา และก่อนนอนทุกคืน รวมกับบันทึกอีก 13 ตอนที่ไม่เคยโพสบนบล็อกมาก่อน เพื่อถ่ายทอดให้ครบ 49 วัน (ในเล่มนี้มีบันทึก 48 ตอน เพราะหมดเวลา 1 วันไปกับการเดินทาง)

ความที่เป็นบันทึกรายวัน ข้อเขียนแต่ละตอนอาจดูห้วนและรวบรัดเกินกว่าที่ควรเป็นในข้อเขียนที่เผยแพร่ออกสู่สายตาสาธารณะ อาจละม้ายคล้ายกับวรรณกรรมแบบ “กระแสสำนึก” (stream of consciousness) ชั่วแต่ว่าเป็นการหลั่งไหลข้อมูล แง่คิด และรูปภาพอาหาร แทนที่จะเป็นอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร

หากท่านรู้สึกขัดเคืองในความรวบรัดของเนื้อหา ผู้เขียนขออภัยในความสะเพร่าและไร้ความสามารถของตนเองมา ณ ที่นี้ โดยเฉพาะการที่มิได้ให้อรรถาธิบายถึงเหตุการณ์สำคัญสองกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผู้เขียนไปเยือนอเมริกา นั่นคือ กรณีที่อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของอเมริกา (National Security Agency: NSA) นาม เอ็ดวาร์ด สโนว์เดน (Edward Snowden) ออกมา “แฉ” ข้อมูลโครงการสอดแนมประชาชนจำนวนมากของ NSA และกรณีที่ระบบรัฐในอเมริกาต้องหยุดทำงานชั่วคราว (government shutdown) เนื่องจากสภาคองเกรสไม่สามารถผ่านกฎหมายงบประมาณประจำปีได้ เพราะสองพรรคใหญ่คือรีพับลิกันกับเดโมแครตตกลงกันไม่ได้เรื่องกฎหมายประกันสุขภาพของประธาธิบดีโอบามา ชื่อเล่น “โอบามาแคร์”

เหตุการณ์ใหญ่ทั้งสองกรณีนี้อยู่ในความสนใจของชาวอเมริกันทุกคนที่ผู้เขียนได้พบปะพูดคุย ทุกคนก่นด่าหรืออย่างน้อยก็บ่นว่า “ผิดหวัง” กับรัฐบาล ประณามสภาว่าไม่ทำงานเพื่อประชาชน มัวแต่แก่งแย่งแบ่งขั้ว เล่นการเมืองแบบไม่สร้างสรรค์ ฟังแล้วทำให้อดนึกถึงเมืองไทยไม่ได้

สิ่งที่น่าทึ่งคือ ไม่ว่าจะรู้สึกหมดหวังกับการเมืองและหลายครั้งก็ประชาชนด้วยกันเองมากเพียงใด ทุกคนต่างทำงานอย่างขมักเขม้นและมีความหวังว่าอนาคตจะต้องดีกว่าเดิม ดังที่ผู้เขียนสรุปในรายงานสรุปประสบการณ์ที่ส่งสถาบันฯ หลังจากจบโปรแกรมนี้ว่า –

“ถึงแม้จะเผชิญกับความท้าทายมากมาย ตั้งแต่ปัญหารัฐบาลปิดตัวชั่วคราว (government shutdown) การต่อสู้แบ่งขั้วทางการเมืองที่เข้มข้นรุนแรง และปัญหาอื่นๆ ชาวอเมริกันทุกคนที่ผู้เขียนได้พบในทริปนี้ต่างมองโลกในแง่ดีอย่างน่าแปลกใจ และไม่เคยรู้สึกหดหู่สิ้นหวังถึงขนาดที่ไม่อยากออกความเห็น กล่าวโดยสรุป เจ็ดสัปดาห์ในสหรัฐฯ ทำให้ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า ทัศนคติ “เราทำได้” เป็นคุณสมบัติอันเป็น “อเมริกัน” ยิ่งกว่าลักษณะอื่นใด ผู้เขียนเชื่อว่าถ้าคนไทยมีทัศนคติเช่นนี้มากขึ้น ก็จะยังประโยชน์มหาศาลแก่การพัฒนาประเทศ”

 

ท้ายนี้ ผู้เขียนขอขอบคุณสถาบัน Eisenhower Fellowships ที่ได้มอบประสบการณ์อันมีค่าที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ขอบคุณ ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ศิษย์เก่าผู้เอ่ยปากชวนให้ผู้เขียนสมัครชิงทุน ขอบคุณสมาชิกเครือข่ายพลเมืองเน็ตและไทยพับลิก้าทุกท่านที่กำลังทำงานอันยากลำบาก ด้วยความหวังว่าจะสร้างโลกออนไลน์ที่เสรีกว่าเดิม และกอบกู้เกียรติภูมิของนักข่าวมืออาชีพกลับคืนมา

เหนือสิ่งอื่นใด ขอขอบคุณเฟลโลว์ร่วมโครงการทั้ง 22 ท่าน สำหรับมิตรภาพและน้ำใจที่มอบให้กับผู้เขียน น่าทึ่งที่ทุกคนกลายเป็นเพื่อนกันภายในเวลาไม่ถึงสองเดือน ตราบจนทุกวันนี้ยังคุยกันจ้อกแจ้กใน WhatsApp ส่งรูปอาหารอร่อยๆ มายั่วน้ำลายกันอยู่เสมอ (เคยพยายามหว่านล้อมให้เปลี่ยนมาใช้ Line แทน เพราะ WhatsApp ไม่มีสติ๊กเกอร์น่ารักๆ แต่เพื่อนๆ ไม่ยอม)

ขอให้ท่านมีความสุขกับการอ่าน และขอส่งต่อคำอวยพรของ อีธาน ซุกเคอร์แมน กี๊กคนโปรดคนหนึ่งของผู้เขียน ที่เซ็นหนังสือ “Rewire” ของเขาให้ว่า –

Wishing you a wide and wonderful world.

สฤณี อาชวานันทกุล

“คนชายขอบ” | www.fringer.org

23 มีนาคม 2014

Rating :
3.5
Average: 3.5 (2 votes)
My rating: 

Average: 3.5 (2 votes)

Related content